10 วิธีแทคทีม “เมตาบอลิซึ่ม” ลดอ้วน!
ซัมเมอร์มาถึงแล้ว! สาวๆ
หลายคนต่างก็เตรียมฟิตหุ่นให้เช้งวับรับวันหยุดที่กำลังจะมาถึง ลองทำตาม 10
วิธีกระตุ้นระบบเผาผลาญหรือเมตาบอลิซึ่มที่เรานำมาฝากคุณดูสิ
รับรองว่าช่วยได้แน่นอน ฟิน!
คาร์ดิโอแบบสับขาหลอก
วิธีออกกำลังกายแบบง่ายๆ ที่จะช่วยให้ระบบเผาผลาญของคุณดีขึ้นคือ สูตร
“เดิน 2 นาที วิ่ง 1 นาที” ทำแบบนี้สลับกันไปมาสัก 20 – 30 นาที
เรตการเผาพลาญจะเพิ่มขึ้นมากกว่าการเดินเฉยๆ
แถมยังไม่เหนื่อยเท่าวิ่งเพียวๆ อีก ความลับของการออกกำลังกายแบบนี้คือ
ร่างกายยังคงเผาผลาญอยู่แม้คุณจะหยุดพักแล้วก็ตามที
กินดีมีชัยไปกว่าครึ่ง
หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าวิธีการไดเอตที่ดีที่สุดคือการงดไขมันทั้งหมด
แต่ความจริงคือร่างกายที่ดีนั้นได้มาจากไขมันที่ดี เช่น กรดไขมันโอเมก้า-3
และกรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิดโมโน
ไขมันประเภทนี้จะช่วยให้ระบบเผาผลาญของคุณทำงานได้ดีขึ้น
ซึ่งคุณสามารถพบไขมันเหล่านี้ในอโวคาโด้ ถั่วและธัญพืชชนิดต่างๆ
รวมไปถึงปลาแซลมอน น้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนลา
โปรตีนสูง เผาผลาญสูง
โปรตีนเป็นสารอาหารที่จำเป็นมากสำหรับการลดน้ำหนัก
เนื่องจากทำให้เมตาบอลิซึ่มทำงานหนักขึ้นพร้อมทั้งช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ
ด้วย อาหารเช่นเนื้อไก่ เนื้อหมูล้วน ไข่ขาว
และผลิตภัณฑ์จากนมไขมันต่ำทั้งหลายนั้น
นอกจากจะมีโปรตีนสูงแล้วยังช่วยลดความอยากอาหารระหว่างมื้อด้วย เริ่ดจริงๆ
ผักยิ่งเขียวยิ่งดี
ผักสีเขียวเช่น ผักขม กะหล่ำปลี
และบล็อกโคลี่เป็นเพื่อนซี้ตัวดีที่จะทำให้การลดน้ำหนักของคุณสำเร็จ
โดยเฉพาะสำหรับคุณผู้หญิง
ผักสีเขียวช่วยทำให้เม็ดเลือดแดงของคุณแข็งแรงและทำให้ร่างกายรับสารอาหาร
ได้อย่างเต็มที่
เผ็ดซี๊ดจี๊ดเลย
งานวิจัยทางการแพทย์หลายในช่วงหลายปีที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่าอาหารรสเผ็ดช่วย
ให้ร่างกายคนเราเผาผลาญได้ดีกว่าปกติ
เพราะสารแคพไซซินที่พบในพริกและพริกไทยทำให้อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นซึ่ง
ส่งผลให้ระบบของเราเผาผลาญไขมันเร็วขึ้น
สุดยอดผลไม้ “แอปเปิ้ล”
คำกล่าวที่ว่า “แอปเปิ้ลวันละลูก ช่วยให้ห่างหมอไปอีกหนึ่งวัน”
เป็นความจริง แอปเปิ้ลมีวิตามินและไฟเบอร์สูง
จึงมีประโยชน์ต่อระบบเผาผลาญและระบบขับถ่าย
พร้อมยังช่วยลดความอยากอาหารระหว่างมื้อ
ชาเขียวช่วยได้
ชาเขียวมีองค์ประกอบของสาร “คาเทชิน” ซึ่งช่วยทำให้เกิดการเผาผลาญเร็วขึ้น
ชาเขียวจึงขึ้นชื่อว่าเป็นชาประจำตัวของชาวไดเอตตัวจริง
และสารแอนตี้อ็อกซิแดนท์ในชาเขียวช่วยลดการเกิดมะเร็งด้วย
แต่ต้องเป็นขาเชียวชงนะไม่ใช่แบบขวดที่มีแต่น้ำตาล!
น้ำเปล่าดีที่สุด
การดื้มน้ำในปริมาณมากช่วยเพิ่มการเผาผลาญถึง 30%
ฉะนั้นถ้าอยากผอมก็ต้องดื่มมากกว่าแปดแก้วต่อวัน
แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เบื่อน้ำเปล่าสุดๆ ให้ลองดื่มน้ำที่มีฟอง (Sparkling
Water) ผสมน้ำมะนาวหรือเลมอนนิดหน่อย อร่อยดี
ห้ามกินมื้อดึกเด็ดขาด
ข้อนี้สุดคลาสสิก การทานอาหารก่อนนอนไม่กี่ชั่วโมงเป็นอะไรที่ผิดมหันต์มากๆ
เพราะร่างกายไม่ต้องใช้พลังงานเมื่อนอนหลับ
ระบบเผาผลาญของเราจึงทำงานช้าลงและทำเปลี่ยนสารอาหารที่ไม่จำเป็นให้กลาย
เป็นไขมันเพื่อเก็บไว้ใช้ตอนอื่นๆ แค่ไขมันที่มีอยู่ก็แย่อยู่แล้ว
อย่าไปหามาเพิ่มเลยจะดีกว่านะสาวๆ
ยิ่งเครียดยิ่งแย่
คุณรู้หรือไม่ว่า “ความเครียด” คือศัตรูตัวฉกาจในการลดน้ำหนัก
เนื่องจากร่างกายจะพยายามเก็บไขมันส่วนเกินเอาจัดการกับความเครียดของคุณ
สำคัญมากถ้าคุณต้องการลดน้ำหนักก็ต้องลดความเครียดลงด้วย
ถ้าเครียดเมื่อไหร่ขอแนะนำว่าให้ออกกำลังกาย
ร่างกายจะได้กำจัดไขมันส่วนเกินออกไปได้ทันท่วงที
เครดิต: โดย FLASH เซเลบออนไลน์ www.manager.co.th อัปเดตข่าวในแวดวงสังคม กอสซิป แฟชั่น ความงาม และเที่ยว กิน ดื่ม เพิ่มเติมได้ที่ www.celeb-online.net และ ติดตาม CelebStagram ได้ที่ www.manager.co.th/celebonline/celebstagram/
วันพุธที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2556
10 นิสัยที่ทำให้สมองพัง
1. ไม่ทานอาหารเช้า
หลายคนคิดว่าไม่ทานอาหารเช้า แล้วจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ แต่นี้จะเป็นสาเหตุให้สารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้สมองเสื่อม
2. กินอาหารมากเกินไป
การกินมากเกินไปจะทำให้หลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว เป็นสาเหตุให้เกิดโรคความจำสั้น
3. การสูบบุหรี่
เป็นสาเหตุให้เป็นโรคสมองฝ่อและเป็นสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์
4. ทานของหวานมากเกินไป
การกินของหวานมาก จะไปขัดขวางการดูดกลืนโปรตีนและสารอาหารที่เป็นประโยชน์ เป็นสาเหตุของการขาดสารอาหารและขัดขวางการพัฒนาองสมอง
5. มลภาวะ
สมองเป็นส่วนที่ใช้พลังงานมากที่สุดในร่างกายการสูดเอาอากาศที่เป็นมลภาวะ เข้าไปจะทำให้ออกซิเจนในสมองมีน้อยส่งผลให้ประสิทธิภาพของสมองลดลง
6. การอดนอน
การนอนหลับจะทำให้สมองได้พักผ่อนการอดนอนเป็นเวลานานจะทำให้เซลล์สมองตายได้
7. นอนคลุมโปง
การนอนคลุมโปง จะเป็นการเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ให้มากขึ้นและลดออกซิเจนให้น้อยลงส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมอง
8. ใช้สมองในขณะที่ไม่สบาย
การทำงานหรือเรียนขณะที่กำลังป่วย จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลงเหมือนกับการทำร้ายสมองไปในตัว
9. ขาดการใช้ความคิด
การคิดเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการฝึกสมองการขาดการใช้ความคิดจะทำให้สมองฝ่อ
10. เป็นคนไม่ค่อยพูด
ทักษะทางการพูดจะเป็นตัวแสดงถึงประสิทธิภาพของสมอง
รู้แล้วลองปรับเปลี่ยนกันดูนะ ทำได้อย่างน้อย 1 ข้อ ก็ดูแลสมองของเราให้ทำงานได้ดีขึ้นนะครับ
˛ °_██_*。*./ \ .˛* .˛.*.★* *★ 。*
˛. (´• ̮•)*˛°*/.♫.♫\*˛.* ˛_Π_____. * ˛*
.°( . • . ) ˛°./• ‘♫ ‘ •\.˛*./______/~\ *. ˛*.。˛* ˛. *。
ข้อมูลเพิ่มเติม www.facebook.com/pmoomaiminet
หลายคนคิดว่าไม่ทานอาหารเช้า แล้วจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ แต่นี้จะเป็นสาเหตุให้สารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้สมองเสื่อม
2. กินอาหารมากเกินไป
การกินมากเกินไปจะทำให้หลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว เป็นสาเหตุให้เกิดโรคความจำสั้น
3. การสูบบุหรี่
เป็นสาเหตุให้เป็นโรคสมองฝ่อและเป็นสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์
4. ทานของหวานมากเกินไป
การกินของหวานมาก จะไปขัดขวางการดูดกลืนโปรตีนและสารอาหารที่เป็นประโยชน์ เป็นสาเหตุของการขาดสารอาหารและขัดขวางการพัฒนาองสมอง
5. มลภาวะ
สมองเป็นส่วนที่ใช้พลังงานมากที่สุดในร่างกายการสูดเอาอากาศที่เป็นมลภาวะ เข้าไปจะทำให้ออกซิเจนในสมองมีน้อยส่งผลให้ประสิทธิภาพของสมองลดลง
6. การอดนอน
การนอนหลับจะทำให้สมองได้พักผ่อนการอดนอนเป็นเวลานานจะทำให้เซลล์สมองตายได้
7. นอนคลุมโปง
การนอนคลุมโปง จะเป็นการเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ให้มากขึ้นและลดออกซิเจนให้น้อยลงส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมอง
8. ใช้สมองในขณะที่ไม่สบาย
การทำงานหรือเรียนขณะที่กำลังป่วย จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลงเหมือนกับการทำร้ายสมองไปในตัว
9. ขาดการใช้ความคิด
การคิดเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการฝึกสมองการขาดการใช้ความคิดจะทำให้สมองฝ่อ
10. เป็นคนไม่ค่อยพูด
ทักษะทางการพูดจะเป็นตัวแสดงถึงประสิทธิภาพของสมอง
รู้แล้วลองปรับเปลี่ยนกันดูนะ ทำได้อย่างน้อย 1 ข้อ ก็ดูแลสมองของเราให้ทำงานได้ดีขึ้นนะครับ
˛ °_██_*。*./ \ .˛* .˛.*.★* *★ 。*
˛. (´• ̮•)*˛°*/.♫.♫\*˛.* ˛_Π_____. * ˛*
.°( . • . ) ˛°./• ‘♫ ‘ •\.˛*./______/~\ *. ˛*.。˛* ˛. *。
ข้อมูลเพิ่มเติม www.facebook.com/pmoomaiminet
อนุมูลอิสระ
อนุมูลอิสระ สหายของความเสื่อม
อนุมูลอิสระ (Free radical) ตัวการร้ายทำลายผิว
เกิดจากปฎิกริยาออกซิเดชั่นของออกซิเจนในการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย
กลายเป็นสนิมไปเกาะเซลล์ต่างๆ และกัดกร่อนเซลล์ให้เสื่อมสภาพเร็ว
เปรียบได้กับคราบควันพิษจากการเผาเชื้อเพลิงของโรงงาน
หากเกิดเพียงเล็กน้อยร่างกายจะส่งสัญญาณเตือนด้วยอาการอ่อนเพลีย
เหนื่อยง่าย ผิวหมองคล้ำ
แต่ถ้าเมื่อใดที่ร่างกายต้องเผชิญกับปัจจัยอื่นรุมเร้า ก็จะมีปริมาณอนุมูล
อิสระเพิ่มขึ้นเฉียบพลัน จนเกินกว่าจะรับมือไหว
และหากยิ่งทิ้งไว้เนิ่นนานอวัยวะต่างๆ
จะเกิดความเสื่อมหรือแสดงออกทางผิวหนังที่เหี่ยวย่น
ซึ่งเป็นปัญหาที่แก้ไขยากเสียแล้ว
ไม่อยากแก่ ต้องทำอย่างไร
เพื่อไม่ให้ร่างกายต้องแบกรับปริมาณสารอนุมูลอิสระเกินขนาด จนเป็นสาเหตุแห่งความแก่ชรา คุณควรหลีกเลี่ยงปัจจัยที่จะกระตุ้นการเกิด อนุมูลอิสระดังนี้
-กิจกรรมที่ต้องออกแรงมาก เช่น ออกกำลังกายหักโหมจนเกิดอาการเหนื่อยหอบ อย่างการวิ่งมาราธอน ยกน้ำหนัก
ไม่อยากแก่ ต้องทำอย่างไร
เพื่อไม่ให้ร่างกายต้องแบกรับปริมาณสารอนุมูลอิสระเกินขนาด จนเป็นสาเหตุแห่งความแก่ชรา คุณควรหลีกเลี่ยงปัจจัยที่จะกระตุ้นการเกิด อนุมูลอิสระดังนี้
-กิจกรรมที่ต้องออกแรงมาก เช่น ออกกำลังกายหักโหมจนเกิดอาการเหนื่อยหอบ อย่างการวิ่งมาราธอน ยกน้ำหนัก
-กินอาหารที่ทำให้เกิดการเผาผลาญพลังงานมาก เช่น
ของทอด อาหารกลุ่มไขมันชนิดอิ่มตัว และไขมันทรานซ์ คาร์โบไฮเดรต และโปรตีน
ที่ให้แคลอรีสูง หรือสิ่งที่มีอนุมูลอิสระสูง เช่น ของปิ้งย่าง
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่
-หลีกเลี่ยงมลภาวะและสารเคมี นอกจากมลพิษทางอากาศ เช่น
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และคาร์บอนมอนอกไซด์ ที่เราหายใจเข้าไปแล้ว
สารเคมีที่ปลอมปนอยู่ในอาหาร เช่น ยาฆ่าแมลง ผงชูรส สีสังเคราะห์
ยังเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้อนุมูลอิสระในร่างกายเพิ่มสูงขึ้น
ส่วนแสงแดดที่เราต้องเจอทุกวันก็ส่งผลให้เกิดอนุมูลอิสระบริเวณผิวหนัง
ซึ่งเป็นด่านแรกที่รับแสงนั่นเอง
-เครียด สมองถือเป็นอวัยวะที่ผลิตอนุมูลอิสระสูง เนื่องจากทำงานหนักและมีการเผาผลาญพลังงานมาก เมื่อเกิดความเครียดร่างกายจะหลั่งสารเคมีบริเวณสมองส่วนที่เกี่ยวกับอารมณ์ ความรู็สึก ซึ่งทำให้เกิดสารอนุมูลอิสระเพิ่มมากยิ่งขึ้น มีงานวิจัยของ ดร.ริชาร์ด เดวิดสัน จากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ซึ่งเก็บข้อมูลจากพระลามะ ทิเบต พบว่า การ นั่งสมาธิแบบพุทธมหายาน ช่วยลดความเครียดและเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระให้แก่ร่างกายได้ เพราะการนั่งสมาธิจะช่วยให้หายใจช้าลง ทำให้เกิดปฏิกริยาออกซิเดชั่นน้อยลง และร่างกายหลั่งโกร๊ธฮอร์โมนเพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย
-พักผ่อนไม่เพียงพอ การนอนหลับช่วยให้อวัยวะส่วนใหญ่ได้หยุดพักและช่วยให้อวัยวะที่ต้องทำงาน ตลอดเวลา เช่น หัวใจ ปอด และสมอง ใช้พลังงานน้อยลงซึ่งเป็นการลดการเกิดอนุมูลอิสระได้ทางหนึ่ง ดังนั้นหากพักผ่อนน้อย ร่างกายจึงต้องผลิตพลังงานและทำให้เกิดอนุมูลอิสระมากตามไปด้วย
-เครียด สมองถือเป็นอวัยวะที่ผลิตอนุมูลอิสระสูง เนื่องจากทำงานหนักและมีการเผาผลาญพลังงานมาก เมื่อเกิดความเครียดร่างกายจะหลั่งสารเคมีบริเวณสมองส่วนที่เกี่ยวกับอารมณ์ ความรู็สึก ซึ่งทำให้เกิดสารอนุมูลอิสระเพิ่มมากยิ่งขึ้น มีงานวิจัยของ ดร.ริชาร์ด เดวิดสัน จากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ซึ่งเก็บข้อมูลจากพระลามะ ทิเบต พบว่า การ นั่งสมาธิแบบพุทธมหายาน ช่วยลดความเครียดและเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระให้แก่ร่างกายได้ เพราะการนั่งสมาธิจะช่วยให้หายใจช้าลง ทำให้เกิดปฏิกริยาออกซิเดชั่นน้อยลง และร่างกายหลั่งโกร๊ธฮอร์โมนเพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย
-พักผ่อนไม่เพียงพอ การนอนหลับช่วยให้อวัยวะส่วนใหญ่ได้หยุดพักและช่วยให้อวัยวะที่ต้องทำงาน ตลอดเวลา เช่น หัวใจ ปอด และสมอง ใช้พลังงานน้อยลงซึ่งเป็นการลดการเกิดอนุมูลอิสระได้ทางหนึ่ง ดังนั้นหากพักผ่อนน้อย ร่างกายจึงต้องผลิตพลังงานและทำให้เกิดอนุมูลอิสระมากตามไปด้วย
กินเติมสารมหัศจรรย์ต้านแก่
แม้คุณจะพยายามหลีกเลี่ยงพฤติกรรมก่ออนุมูลอิสระสักเท่าไร แต่เมื่ออายุมากขึ้น ประสิทธิภาพในการสร้างสารต้านอนุมูลอิสระของร่างกายก็จะลดลง จึงจำเป็นต้องปรับพฤติกรรมเพื่อลดการเกิดและสะสมสารต้านอนุมูลอิสระไว้เสีย ตั้งแต่วันนี้
แม้คุณจะพยายามหลีกเลี่ยงพฤติกรรมก่ออนุมูลอิสระสักเท่าไร แต่เมื่ออายุมากขึ้น ประสิทธิภาพในการสร้างสารต้านอนุมูลอิสระของร่างกายก็จะลดลง จึงจำเป็นต้องปรับพฤติกรรมเพื่อลดการเกิดและสะสมสารต้านอนุมูลอิสระไว้เสีย ตั้งแต่วันนี้
แคโรทีนอยด์
เป็นเม็ดสีชนิดละลายในไขมัน ซึ่งร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้เมื่อ
ผ่านการปรุงสุก พบในผักสีส้ม เหลือง แดง เขียวเข้ม เช่น เอพริคอต ฟักทอง
แคนตาลูป แครอท พีช
บรอกโคลี ฟลาโวนอยด์ เป็นเม็ดสีชนิดละลายน้ำ มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระดีกว่าวิตามินซีและอีถึงห้าสิบเท่า พบมากใน ดาร์กช็อกโกแลต องุ่นแดง และชาเขียว
แอนโธไซยานิน ช่วยต้านการอักเสบของเซลล์ พบในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่
โคเอนไซม์คิวเทน ช่วยต้านอนุมูลอิสระที่เกิดจากรังสียูวี พบได้ในแซลมอน ปลาทู ปลาทูน่า
วิตามินซี เป็นวิตามินชนิดละลายน้ำที่เสริมการทำงานของ สารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และป้องกันการเกิดปฏิกริยาออกซิเดชั่นในไขมันชนิดไม่ดี (LDL) ได้แก่ ไขมันชนิดอิ่มตัว และไขมันทรานซ์ พบมากในฝรั่ง สตรอว์เบอร์รี่ ส้ม เชอร์รี่ เสาวรส ทับทิม ซึ่งควรรับประทานแบบผลสดเพราะวิตามินซีจะถูกทำลายเมื่อถูกความร้อนและแสงแดด
วิตามินอี เป็นวิตามินชนิดละลายในไขมัน ช่วยต้านอนุมูลอิสระในอวัยวะที่มีไขมันเป็นส่วนประกอบ เช่น สมอง ตับ พบมากในน้ำมันพืข โดยเฉพาะน้ำมันปาล์ม ถั่วลิสง วอลนัต อัลมอนด์
แร่ซิลีเนียมและสังกะสี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระสำคัญที่เสริมการทำงานของวิตามินอี ช่วยฟื้นฟูความเสื่อมของเซลล์ พบมากในเนื้อแดง อาหารทะเล และถั่วเปลือกแข็ง
นอกจากจะเลือกรับประทานอาหารที่มากด้วยสารต้านอนุมูลอิสระเพื่อชะลอความ เสื่อมโดยรวมแล้ว เรายังสามารถเติมสารต้านอนุมูลอิสระเพื่อลดปัญหาผิวได้ตรงจุด โดยการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีวิตามินอี วิตามินซี โคเอนไซม์คิวเทน ซึ่งแม้จะช่วยต้านอนุมูลอิสระได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ต้องทำความเข้าในในหลักการและวิธีการใช้ที่ถูกต้องด้วย
บรอกโคลี ฟลาโวนอยด์ เป็นเม็ดสีชนิดละลายน้ำ มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระดีกว่าวิตามินซีและอีถึงห้าสิบเท่า พบมากใน ดาร์กช็อกโกแลต องุ่นแดง และชาเขียว
แอนโธไซยานิน ช่วยต้านการอักเสบของเซลล์ พบในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่
โคเอนไซม์คิวเทน ช่วยต้านอนุมูลอิสระที่เกิดจากรังสียูวี พบได้ในแซลมอน ปลาทู ปลาทูน่า
วิตามินซี เป็นวิตามินชนิดละลายน้ำที่เสริมการทำงานของ สารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และป้องกันการเกิดปฏิกริยาออกซิเดชั่นในไขมันชนิดไม่ดี (LDL) ได้แก่ ไขมันชนิดอิ่มตัว และไขมันทรานซ์ พบมากในฝรั่ง สตรอว์เบอร์รี่ ส้ม เชอร์รี่ เสาวรส ทับทิม ซึ่งควรรับประทานแบบผลสดเพราะวิตามินซีจะถูกทำลายเมื่อถูกความร้อนและแสงแดด
วิตามินอี เป็นวิตามินชนิดละลายในไขมัน ช่วยต้านอนุมูลอิสระในอวัยวะที่มีไขมันเป็นส่วนประกอบ เช่น สมอง ตับ พบมากในน้ำมันพืข โดยเฉพาะน้ำมันปาล์ม ถั่วลิสง วอลนัต อัลมอนด์
แร่ซิลีเนียมและสังกะสี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระสำคัญที่เสริมการทำงานของวิตามินอี ช่วยฟื้นฟูความเสื่อมของเซลล์ พบมากในเนื้อแดง อาหารทะเล และถั่วเปลือกแข็ง
นอกจากจะเลือกรับประทานอาหารที่มากด้วยสารต้านอนุมูลอิสระเพื่อชะลอความ เสื่อมโดยรวมแล้ว เรายังสามารถเติมสารต้านอนุมูลอิสระเพื่อลดปัญหาผิวได้ตรงจุด โดยการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีวิตามินอี วิตามินซี โคเอนไซม์คิวเทน ซึ่งแม้จะช่วยต้านอนุมูลอิสระได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ต้องทำความเข้าในในหลักการและวิธีการใช้ที่ถูกต้องด้วย
แต่…วิตามินหรือสารบำรุงดังกล่าวอาจสูญสลายเมื่อถูกความร้อน จึงควรเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ไว้ในตู้เย็นเพื่อคงคุณค่าของสารบำรุงไว้
ไม่ควรทาผลิตภัณฑ์พร้อมกันหลายชนิด เพราะนอกจากผลิตภัณฑ์จะซึมลงสู่ผิวได้ในปริมาณจำกัดแล้ว ส่วนประกอบของครีมที่แตกต่างกันจะส่งผลให้ประสิทธิภาพของวิตามินหรือสารต้าน อนุมูลอิสระในครีมเสื่อมสภาพหรือสูญสลายไป อาจเลือกใช้ผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เช่น สตรอว์เบอร์รี่บดผสมกับโยเกิร์ตรสธรรมชาติพอกหน้าเพื่อเพิ่มวิตามินซีให้แก่ ผิวโดยตรง รีบเติมสารต้านอนุมูลอิสระให้แก่ร่างกายเสียตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อให้ความสวยยั่งยืนจากภายใน ส่งผลให้ผิวพรรณที่แลดูอ่อนวัยอยู่คู่กับเราไปนานๆ
http://www.yutcareyou.com/index.php?option=com_content&task=view&id=638&Itemid=45
ไม่ควรทาผลิตภัณฑ์พร้อมกันหลายชนิด เพราะนอกจากผลิตภัณฑ์จะซึมลงสู่ผิวได้ในปริมาณจำกัดแล้ว ส่วนประกอบของครีมที่แตกต่างกันจะส่งผลให้ประสิทธิภาพของวิตามินหรือสารต้าน อนุมูลอิสระในครีมเสื่อมสภาพหรือสูญสลายไป อาจเลือกใช้ผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เช่น สตรอว์เบอร์รี่บดผสมกับโยเกิร์ตรสธรรมชาติพอกหน้าเพื่อเพิ่มวิตามินซีให้แก่ ผิวโดยตรง รีบเติมสารต้านอนุมูลอิสระให้แก่ร่างกายเสียตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อให้ความสวยยั่งยืนจากภายใน ส่งผลให้ผิวพรรณที่แลดูอ่อนวัยอยู่คู่กับเราไปนานๆ
http://www.yutcareyou.com/index.php?option=com_content&task=view&id=638&Itemid=45
ไขมันเกาะในร่างกาย
โทษไขมันเกาะในร่างกาย+สูตรลดหน้าท้องล้างใส้
สาวๆที่สะสมไขมันไว้ในร่างกาย สะสมไว้ไม่ดีนะคะเลยมาแชร์ข้อมูลโทษของไขมันที่เกาะในร่างกายส่งผลอะไรกันมั่ง
โทษที่เกิดจากการที่ไขมันที่เกาะในผนังลำไส้ กระเพาะอาหาร หากสะสมมาจะทำให้เกิดข้อบกพร่องและเป็นผลทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ได้ เช่น
1. ถุงน้ำดี ทำให้นอนไม่หลับ อารมณ์ฉุนเฉียว นิ่วในไต สายตาเสื่อม ปวดเมื่อยตามร่างกาย
2. เลือดเลี้ยงสมองไม่พอ ทำให้มึนศีรษะ
3. ไตเสื่อม ทำให้ความจำลดลงและเป็นคนขี้หนาว
4. ม้ามชื้น ทำให้อาหารที่กินเข้าไปแปรสภาพเป็นไขมันเป็นผลทำให้อ้วนง่าย
5. ม้ามโต ทำให้เหนื่อยง่ายเพราะม้ามไปเบียดปอด
6. ถ้าไขมันเกาะลำไส้เล็กมากๆ จะทำให้ลำไส้เล็กไม่สามารถดูดซึมวิตามินซีได้ เป็นผลทำให้เป็นหวัดในตอนเช้าหรือหวัดเรื้อรัง กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เกิดโรคภูมิแพ้ ทำให้จามในตอนเช้า
7. ถ้าไขมันในตับสูง การสร้างเม็ดเลือดจะลำบาก ฉะนั้นการดื่มตามสูตรนี้ นอกจากช่วยลดหน้าท้อง ยังส่งผลให้อาการป่วยทั้ง 7 ประการนี้หายไป ด้วย
สูตรล้างลำใส้่กะทุ้งไขมันเกาะไว้กะเทาะกะแทะออกไปและยังช่วย ลดไขมันหน้าท้องได้อี๊กฉะน้าน เรามาป้องกันการเกิดไขมันเกาะในผนังลำไส้และก่อโรคอ้วน
หน้าท้องเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายที่จะบ่งบอกถึงว่า ตอนนี้สภาพร่างกายคุณเป็นอย่างไร นั้นก็หมายถึงอาหารที่คุณกินเข้าไปมันเข้ามันสะสมจนทำให้คุณมีไขมันหน้าท้อง มาก และจะทำให้คุณกลายเป็นคนอ้วนไปในที่สุด และหน้าท้องเมื่อมีไขมันสะสมแล้วก็ลดยากเสียด้วยพอ ๆ กับไขมันที่สะโพกนั่นแหละ เราจึงมีวิธีทำสูตรนี้มาแนะให้ทำกันค่ะ
สูตรลดหน้าท้องนี้จะช่วยปรับสมดุลร่างกายและควบคุมน้ำหนัก ผู้ที่รักสุขภาพ และผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ เช่น โรคปวดข้อ เป็นตะคริวอยู่บ่อยๆ หรือโรคอ้วน สามารถนำวิธีนี้ไปใช้ดื่มเป็นประจำ เพื่อสุขภาพที่ดี และช่วยบรรเทาโรคต่างๆ ได้
- นมสดรสจืด หรือ นมสดไขมันต่ำ 1 กล่อง ขนาด 250 ml
- โยเกิร์ตรสจืด หรือ โยเกิร์ตรไขมันต่ำ ครึ่งถ้วย
- น้ำผึ้งแท้ 1 ช้อนโต๊ะ(ถ้าไม่อยากให้หวานมาก ก็ลดเหลือ 3/4 ช้อนค่ะ)
- มะนาวสด 1 ลูก
นำส่วนผสมทั้งหมดผสมให้เข้ากันชิมรสตามใจชอบ และต้องดื่มตอนเช้า มื้อเดียวก่อนอาหาร มื้ออื่นไม่เห็นผล มะนาวก็ควรบีบแล้วกินทันที เพื่อรักษาคุณสมบัติวิตามินซีไว้ และควรดื่มน้ำตาม 1-2 แก้ว จะเห็นผลดียิ่งขึ้น
สรรพคุณไม่ใช่ยาลดน้ำหนักโดยตรง แต่จะปรับธาตุ ล้างพิษในลำไส้ ล้างไขมัน กินวันแรกๆ จะ เห็นเลยว่าอุจจาระจะเป็นสีดำ และไล่ลมในกระเพาะดีมาก ระยะต่อมา เมื่อลำไส้และกระเพาะอาหารในร่างกายปรับตัวได้กับอาหารที่กินแล้วจะเข้าสู่ ภาวะปกติ แต่ต่อมาจะมีความรู้สึกว่าหน้าท้องยุบลงเนื่องจากจุลินทรีย์ในโยเกิร์ต ทำให้ลำใส้ทำงานได้ดีไม่ทำให้ลำใส้บวมหน้าท้องป่องควรกินทุกเช้าติดต่อกัน ทุกวันนะค่ะ
ที่มาธรรมชาติบำบัด อ.สุทธิวัสน์ เครดิต คุณสาคู
ปลา เพื่อหัวใจ
ป. ปลาเพื่อหัวใจ
1. ปลาสามารถแยกประเภทและชนิดได้อย่างไร
จริง ๆ วิธีแยกประเภทของปลา คงจะมีหลายประเภท ขึ้นอยู่กับว่า จะแยกเพื่อประโยชน์ประเภทใด แต่ในทางวิชาการแพทย์ หรือที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน ก็คงจะแยกเป็นปลาน้ำจืด กับปลาน้ำเค็ม
2. ในเนื้อปลามีสารอาหารชนิดใดบ้างที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
ด้านหลัก : จะเป็นโปรตีน ซึ่งในเนื้อปลา จะเป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย และมีประโยชน์ต่อร่างกาย ไขมันจะมีอยู่บ้าง ซึ่งจะขึ้นอยู่กับประเภทของปลา อย่างในปลาน้ำจืด จะมีไขมันไม่มากนัก ยกเว้นพวกปลาสวาย หรือปลาสลิดตากแห้ง ส่วนปลาทะเล ก็จะมีไขมันอีกประเภท ซึ่งจะแตกต่างจากปลาน้ำจืด พวกที่เป็นกรดไขมัน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เราพบว่า มันมีคุณค่าในแง่ ของการลดการจับตัวของเกล็ดเลือด และอาจจะช่วยในการป้องกันโรคต่างๆ อาทิ โรคหลอดเลือดหัวใจ หรือไขมันในเลือดสูง นอกจากนั้น เครื่องใน ตับปลา ก็จะมีน้ำมันและวิตามิน ในกลุ่มที่ละลายได้ดีในไขมัน เป็น วิตามิน A D E K และ แร่ธาตุ โดยเฉพาะในตัวปลาบางชนิด ที่เรารับประทานได้ ก็จะได้แคลเซียมด้วย
3. ปกติเราควรรับประทานอาหารประเภทปลามากน้อยเพียงใดต่อวัน
ปกติร่างกายของคนเรา จะต้องการโปรตีนแตกต่างกันไป แล้วแต่ช่วงวัย เช่น วัยเด็กจะต้องการโปรตีนสูง 1.2 – 1.5 ต่อ น้ำหนักต่อ 1 กิโลกรัม ในผู้ใหญ่ 0.8-1 กรัม ต่อ กิโลกรัมต่อวัน ซึ่งในแต่ละวัน ก็ควรบริโภคเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ ด้วย
4. ในด้านประโยชน์ต่อสุขภาพมีอะไรบ้าง
ด้านหลัก : ก็จะได้โปรตีน เพราะโปรตีน เพราะโปรตีนในเนื้อปลา จะย่อยง่าย มีคุณค่าในแง่ของการบำรุงสมอง การพัฒนาสมองในเด็ก โดยเฉพาะปลาทะเล นอกจากจะได้โปรตีนแล้ว ยังจะได้แร่ธาตุไอโอดีน จะมีบทบาทในการพัฒนาสมอง โดยเฉพาะที่ไกลจากทะเล ก็จะมีความเสี่ยงก็จะเกิดโรคคอพอก ในกลุ่มผู้สูงอายุก็เป็นแหล่งโปรตีน ที่รับประทานง่าย ย่อยง่าย ก็จะเป็นประโยชน์ของปลา
5. ในกรณีที่แพ้อาหารทะเล ไม่สามารถรับประทานได้ จะมีวิธีแก้ไขอย่างไร
ถ้าขาดอาหารทะเล ก็สามารถรับประทานปลาน้ำจืดแทนได้ แต่ถ้าไม่สามารถรับประทานปลาได้เลย เช่น เหม็นคาวปลา ก็ยังสามารถได้ในแหล่งโปรตีนอื่นๆ เช่น เนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ ไข่ดาว ถั่ว งา ร่างกายก็ยังจะได้โปรตีนเพียงพอ
6. การรับประทานปลาให้ได้ประโยชน์ต่อร่างกาย
1.รับประทานปลาที่ปรุงสุก
2.เปลี่ยนประเภทของปลาไปเรื่อยๆ ลดปัญหาการปนเปื้อน
3.บริโภคร่วมกับอาหารอื่นๆ ให้ครบทุกชนิด คือ อาหารหลัก 5 หมู่
7. ที่เรียกกันว่า น้ำมันตับปลา หรือ น้ำมันปลา ควรรับประทานหรือไม่
ปัจจุบันที่มีขายอยู่ตามท้องตลาด จะมี 2 ประเภท คือ น้ำมันตับปลา หรือ น้ำมันปลาน้ำมันตับปลา มีจำหน่ายมานานแล้ว ซึ่งผู้ใหญ่จะนำมาให้เด็กๆ ทาน เพื่อเป็นยาบำรุง ซึ่งจะมีวัตถุประสงค์ ก็จะต้องการเสริมวิตามิน ซึ่งจะละลายในไขมัน A D E K ก็จะสกัดจากปลา มีทั้งชนิดเม็ดและชนิดน้ำ
แต่ในปัจจุบันนี้ ที่นิยมกันมากขึ้น คือ น้ำมันปลา (Fish oil) เป็นสารสกัดไขมันจากปลาทะเล มีการศึกษาจากการเปรียบเทียบ เกี่ยวกับการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ในคนชาวเอสกิโม เมื่อเปรียบเทียบ กับชาวเอสกิโม จึงทำให้ชาวเอสกิโม มีอัตราเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ น้อยกว่า นับว่าชาวเอสกิโม จะรับประทานปลามากกว่า จึงทำให้ได้รับสารอาหารกจากปลามากกว่า ซึ่งจะมีฤทธิลดกรดตัวของเกร็ดเลือด และลดไตรกีรเซอร์ไรด์ได้ดี ทำให้คนมีความสนใจมากขึ้น แต่จากการศึกษาทดลอง จากแพทย์สหรัฐอเมริกา พบว่า การบริโภคแต่น้ำมันปลาในรูปเม็ด ไม่สามารถป้องกันโรคหัวใจ และไม่ช่วยผู้ป่วย หายจากโรคหัวใจ
8. ประโยชน์ของปลาชนิดต่างๆ
ปลาซาร์ดีน ปลาซาร์ดีนเป็นปลาที่ที่มีปริมาณโอเมก้า3 สูงที่สุด โดยปลาซาร์ดีนกระป๋อง 3 ออนซ์ จะให้โอเมก้า 3 ปริมาณ 0.8 กรัม
ปลาแมคเคอเรล สำหรับในบ้านเราอาจเลือกรับประทานปลาอินทรีซึ่งเป็นแมคเคอเรลน้ำลึกพันธุ์ หนึ่งหรือปลาทู ปลาในกลุ่มแมคเคอเรล 3 ออนซ์ ให้โอเมก้า 3 ปริมาณ 1.1-1.7 กรัม
ปลาแซลมอน ปลาแซลมอนเป็นปลาที่นำมาทำอาหารได้หลากหลายปลาแซลมอน 3 กรัม ให้โอเมก้า 3 ปริมาณ 0.9-1.8กรัม
ปลาทูน่า เป็นที่นิยมรับประทานมากขึ้นเรื่อยๆโดยเฉพาะนำมาทำแซนด์วิชสุขภาพ ปลาทูน่า 3 ออนซ์ ให้โอเมก้า 3 ปริมาณ 0.8 – 1 กรัม
ปลาเทราต์ ปัจจุบันหาปลาเทราต์กินได้ไม่ยากปลาเทราต์ 3 ออนซ์ ให้โอเมก้า 3ปริมาณ 0.8 – 1 กรัม
นอกจากนี้ยังมีปลาในบ้านเราที่มีโอเมก้า 3 ติดอันดับอีกหลายชนิด สำหรับปลาทะเล เช่น ปลาโอ ปลากะพง ปลาสำลี ปลารัง และปลาน้ำจืด เช่นปลาช่อน ปลานวลจันทร์ ปลาบู่ มีให้เลือกหลากหลายชนิดอย่างนี้ ควรกินแบบสลับเวียนกันไปค่ะ
9.ข้อแนะนำช่วงท้ายเพื่อสุขภาพ
1.รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
2.รับประทานอาหารให้พอเหมาะ
3.รับประทานอาหารที่มีเส้นใยอาหารมาก ช่วยควบคุมลำดับน้ำตาลและไขมันในเลือด
4.หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหาร ที่มีไขมันในปริมาณมาก
5.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
6.งดการสูบบุหรี่ และดื่มสุรา
เขียนโดย Siriraj E-Public Library - www.si.mahidol.ac.th
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


